| บทเพลง ดร.กมล ทัศนาญชลี |
|
|
|
| เขียนโดย ดีฆอลาฆู | |
| Wednesday, 25 February 2009 | |
บทเพลง "ดร.กมล ทัศนาญชลี " จากบทกวีของ อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณกรรม ทำนองโดย ฉัตรชัย ศิริพันธุ์ ขับร้องโดย นายฉายกับน้องหยา (บุปผาชาติ ปานสม) ดนตรีโดย อาจารย์วิเชียรและนายฉาย (บทความเบื้องหลังการทำงานชิ้นนี้ ยังเขียนไม่เสร็จครับ) ..........................................
เนื้อร้อง - ทำนอง โดยฉัตรชัย ศิริพันธุ์ ขับร้อง โดย น้องหยากับนายฉาย ดนตรี โดย อาจารย์ณภัทร(วิเชียร)กับนายฉาย "บทเพลง ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือ FINEART MAGAZINE ฉบับเดือน กรกฎาคม 2552 หน้า 42 " ".. ..โลกใบนี้กว้างใหญ่ไพศาล รอผู้กล้าหาญเดินหน้าฝ่าไป.. ...เส้นทางไกล ไปได้ด้วยฝัน จินตนาการ สรรค์สร้างชีวี เธอผู้นี้..หาญกล้า ด้วยศรัทธา ศิลปะล้ำสมัย คือตัวแทนของศิลปินไทย มีหัวใจเปี่ยมด้วยไฟ ศาสตร์แห่งศิลป์ ณ แดนไกลสุดขอบฟ้า ประกาศศักดาอาชีพศิลปิน โอ้นกน้อย เจ้าโบกโบยบิน ไปอยู่ต่างถิ่น บินไปไกลสุดขอบฟ้า
ฝ่าฟันปัญหาเคียงบ่าเคียงไหล่ เป็นกำลังใจไม่เคยไกลห่าง แม่นวลศรีคู่ชีวีเคียงข้าง ไม่อ้างว้างในเส้นทางห่างไกล บนเส้นทางสู่ชีวิตใหม่ ในสังคมใหม่ เราก้าวไปด้วยใจหวัง (ชาย) มีเธอครองคู่อยู่เคียงข้าง บนเส้นทางสู่ชีวิตใหม่ ในสังคมใหม่ เราก้าวไปด้วยใจฝัน * ดอกเตอร์กมล ทัศนาญชลี.. ดอกเตอร์กมล ทัศนาญชลี นามนี้คือศักดิ์ศรีของคนไทย นำพาสาระศิลปะไทย ก้าวไกลสู่โลกแห่งสากล
บันทึกห้วงเวลา และบทเพลง ดร.กมล ทัศนาญชลี เริ่มต้นผมได้เห็นผลงานของท่านจากหนังสือแมกกาซีนในห้องสมุด ต่อมาก็เห็นผลงานจริงๆที่หอศิลป์แห่งชาติ และตามงานแสดงนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยในที่ต่างๆ สมัยก่อนตอนที่ผมยังเรียนหนังสือระดับต้นที่บ้านนอก ดูภาพเขียนที่เหมือนจริงเป็นหลัก หากใครวาดภาพแล้วเหมือนภาพถ่าย นั่นคือฮีโร่ของผม จนกระทั่งเวลาผ่านไป..ผมได้รับการศึกษาเล่าเรียนในระดับที่สูงขึ้น เดินทางเข้าศึกษาศิลปะในเมืองหลวง จากรั้วเพาะช่างสู่รั้วมหาวิทยาลัยศิลปากร คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ ทำให้ผมรู้จักโลกของศิลปะกว้างไกลกว่าที่เคยเป็น ผมมีความรู้ความเข้าใจและเข้าถึงศิลปะในขั้นสูงขึ้น ผมรู้จักบีโธเฟ่น คานอฟสกี้ เซซาน แวนโก๊ะ เลโอนาโดดาวินซี่ โรแดง และศิลปินระดับโลกอีกหลายๆคน หลายๆสิ่งหลายๆอย่างในโลกศิลปะไม่ได้มีแค่เขียนภาพเหมือนจริงแบบตาเห็นหรือวาดได้เหมือนรูปถ่าย ได้รู้ว่าศิลปะมีหลายรูปแบบ มีทั้งแบบเหมือนจริง แบบเกือบเหมือนจริง แบบไม่เหมือนจริง ภาพเหมือนจริงแบบนามธรรม ภาพนามธรรมแบบเหมือนจริง ฯลฯ ศิลปะเป็นศาสตร์ที่ไร้ขอบเขตและไม่มีคำนิยามที่ชัดเจน... งานศิลปะแบบนามธรรม ( Abstract ) ที่เคยดูไม่รู้เรื่อง ดูไม่เป็น เข้าไม่ถึง ก็เริ่มมองเห็นความงดงาม งามด้วยทัศนธาตุทางศิลปะ สัมผัสอารมณ์ของฝีแปรง เส้น สี พื้นผิว ฯลฯ เคยฟังเพลงคลาสสิค เพลงแจ๊สไม่ไพเราะกลับรู้สึกว่าเพลงเหล่านี้น่าสนใจ จากใช้เพียง"ตา"ดูศิลปะเพียงอย่างเดียวก็รู้จักการใช้"ใจ"สัมผัสศิลปะด้วยอารมณ์ความรู้สึก
เวลาผ่านไป...จนกระทั่งชะตาชีวิตนำพาผมไปเป็นอาจารย์สอนศิลปะที่สาขาศิลปะไทย วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตน์โกสินทร์
ผมมีโอกาสได้ไปพำนักที่บ้านท่านอาจารย์ดร.กมล ทัศนาญชลี เป็นสิ่งที่เหลือเชื่อสำหรับผม ไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะได้ไปเยือนท่านถึงบ้านและได้ใช้ชีวิตเดินทางกับท่านในประเทศสหรัฐอเมริกา.. ตั้งแต่เช้าตรู่ทุกๆวันท่านและภรรยา(พี่นวลศรี)เสียสละเวลาอันมีค่ายิ่งของท่านขับรถนำพาพวกเราออกเดินทางไปชมผลงานศิลปะตามพิพิธภัณฑ์ศิลปะหลายๆแห่ง ผมได้ความรู้ เจริญหูเจริญตา รู้จักโลกของศิลปะมากกว่าที่เคยรู้มากมาย..ศิลปินชาวอเมริกันเป็นต้นแบบและเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินไทยหลายคน .. โลกศิลปะในสหรัฐอเมริกาก้าวหน้าไปไกลเกินกว่าที่ผมคิดจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง.. ในห้วงระยะเวลาที่ผมพำนักอยู่ที่บ้านท่าน ผมได้มีโอกาสพูดคุยเสวนากับท่านและครอบครัวอย่างใกล้ชิด ได้เห็นรูปถ่ายตอนท่านหนุ่มๆ สมัยที่ท่านเพิ่งเดินทางไปอยู่ที่อเมริกาใหม่ๆ เห็นผลงานศิลปะที่ท่านสร้างสรรค์ ได้รับรู้เรื่องราวของท่านด้านต่างๆ เห็นความเสียสละที่ท่านได้อุทิศตัวเองให้กับสังคม และวงการศิลปะในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องและยาวนาน วันหนึ่ง..ท่านขับรถนำผมและเพื่อนเดินทางไปทานอาหารไทยที่ร้านอาหารของคุณสุรพล เมฆพงษ์สาธร(คนไทยอีกคนที่ไปต่อสู้ชีวิตในอเมริกาด้วยเงินไม่กี่ดอลลาร์ ตอนนี้เป็นเศรษฐีใหญ่ที่นั่น) ตั้งอยู่ในตัวเมืองนครลอสแองเจอรีส ระหว่างที่เดินทางไปที่ร้านอาหาร ท่านได้เล่าเรื่องราวที่มาที่ไปของท่าน ว่าท่านมาอยู่อเมริกาได้อย่างไร กว่าจะมาถึงวันนี้ท่านเจออะไรบ้าง ผมฟังท่านเล่าไปรู้สึกทึ่งและตื่นเต้น ท่านเกิดมาได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าและได้เดินบนเส้นทางที่ตัวเองรักและศรัทธาอย่างแท้จริง จะมีใครสักกี่คนที่กล้าและได้ทำอย่างนี้...ท่านอาจารย์ดร.กมล ทัศนาญชลี ท่านกล้าและท้าทายโชคชะตาบนวิถีแห่งตนอย่างแท้จริง... 3... เมื่อความคิดเปลี่ยนไป ชีวิตก็ต้องเปลี่ยน ชีวิตคนรอบข้างก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย ความคิดของคนๆหนึ่งส่งผลต่ออีกคนถึงอีกคน..ต่อเนื่องกันไปเสมอ ... อะไรคือบรรทัดฐานของชีวิตที่แท้จริง และสิ่งไหนคือความถูกต้องที่สุด หากวันนั้นท่านอาจารย์ดร.กมล ทัศนาญชลี ไม่ตัดสินใจเดินทางไปแสวงหาความรู้เพิ่มเติมที่ประเทศสหรัฐอเมริกา วันนี้จะมีเหตุการณ์และเรื่องราวที่ดีๆเกิดขึ้นให้ได้ขับขานในปัจจุบันสมัยหรือ โลกกว้าง เส้นทางยังไกล ผู้กล้าเท่านั้นที่จะก้าวไปเผชิญ ไม่กลัวที่จะก้าวออกไปท้าทายกับชะตากรรม กล้าที่จะละทิ้งอดีตและเลิกกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง..ความหวังทำให้เรากล้าที่จะคิดค้นและแสวงหา บนพื้นฐานของความรู้จักเข้าใจและประมาณตนเองได้อย่างลึกซึ้งถึงขอบเขตแห่งความสามารถของตน ตอบตัวเองให้ได้ชัดเจนว่าศรัทธาสิ่งใด และหากคิดว่า...ทำได้...ก็จะไปเกรงกลัวหรือกังวลใจทำไมเล่า .. ทุกอย่างเป็นไปได้หากคิดได้ ...คิด...คิด...และคิด.. ความคิดอย่างใคร่ครวญรอบคอบถ้วนถี่เท่านั้นที่จะหาทางออกให้กับชีวิตได้ กล้าคิด...กล้าฝัน...ด้วยจินตนาการ จะนำพาชีวิตนี้ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีคุณค่าและความหมาย
เมื่อผมกลับมาเมืองไทย ทุกๆสิ่งที่ผมประทับใจในวิถีชีวิตของท่านกับภรรยา(พี่นวลศรี)ดังกึกก้องกังวานอยู่ในห้วงคำนึงของผมอยู่ตลอดเวลา ผมพยายามกลั่นกรองความรู้สึกแห่งความประทับใจนี้ออกมาเป็นเนื้อเพลงเพื่อระบายความจริงที่รับรู้ออกมาจากภายใน .. ประโยคแรกก็ถูกเขียนขึ้นว่า... ..โลกใบนี้กว้างใหญ่ไพศาล รอผู้กล้าหาญเดินหน้าฝ่าไป..
บนเส้นทางสู่ชีวิตใหม่ ในสังคมใหม่ เราก้าวไปด้วยใจหวัง (ชาย) มีเธอครองคู่อยู่เคียงข้าง * ดร. กมล ทัศนาญชลี.. ดอกเตอร์กมล ทัศนาญชลี นามนี้คือศักดิ์ศรีของคนไทย นำพาสาระศิลปะไทย ก้าวไกลสู่โลกแห่งสากล
ด้วยความเคารพและศรัทธา ประวัติโดยย่อๆของท่าน อาจารย์ดร.กมล ทัศนาญชลี เกิดที่กรุงเทพมหานคร ศิลปินไทยผู้อุทิศตนเพื่อวงการศิลปะไทยสู่สากล เริ่มศึกษาศิลปะในแบบตะวันออกแนวไทยประเพณี แล้วเดินทางไปศึกษาด้านวิจิตรศิลป์ จบปริญญาศิลปมหาบัณฑิตที่สหรัฐอเมริกา ตลอดเวลา 40 ปี ได้อุทิศตนเพื่อสร้างผลงานศิลปะสื่อผสม อาทิ หลอดสี และ ภาพสะท้อนตัวเอง ซึ่งสร้างสรรค์จากวิธีการจิตรกรรมผสมผสานทั้งรูปแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ อาศัยเทคนิควัสดุสมัยใหม่ที่สะท้อนการเชื่อมโยงเรื่องราววัฒนธรรมระหว่างตะวันตกและตะวันออก อันหมายถึงสภาวะของตัวศิลปินเอง จากผลงานดังกล่าวจึงเป็นที่ยอมรับและยกย่องในระดับนานาชาติ ผลงานรอยพระพุทธบาท และหนังใหญ่ รูปแบบจิตรกรรมสื่อผสมร่วมสมัยแสดงวิถีชีวิตไทย ในระหว่างปีกาญจนาภิเษกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และยังได้รับเชิญให้สร้างผลงานประติมากรรมสื่อผสมติดตั้งในจังหวัดต่างๆ อีกทั้งเผยแพร่ศิลปะไทยในสหรัฐอเมริกาและยังถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้เป็นวิทยาทานแก่สถาบันศิลปะทั้งในและต่างประเทศ โดยอุทิศตนเพื่อสังคมด้านศิลปะ ได้รับการยกย่องเป็นกรรมการตัดสินผลงานศิลปะระดับนานาชาติ นับเป็นเกียรติประวัติแก่วงการศิลปะของไทย อ้างอิงจาก: http://www.culture.go.th ****************************** ดร.กมล ทัศนาญชลี เป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเกียรติประวัติบันทึกในวงการศิลปะโลก ได้รับโอกาสเรียนรู้ศิลปะร่วมสมัย และไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา ศูนย์กลางของศิลปะโลก ในอีกภาคหนึ่งของชีวิตเขายอมเสียสละทำงานเพื่อประเทศชาติมาเนื่องกว่า ๒๐ ปี อีกทั้งเป็นศิลปินที่เป็นศูนย์กลางทางศิลปะในสหรัฐอเมริกา (Thai Art Council) ด้วยการอุปถัมภ์ศิลปินไทยให้เดินทางไปแสดงงานศิลปะในต่างแดน เป็นการเปิดโลกกว้าง นอกจากนี้ก็ยังปลูกฝังให้เยาวชนที่มีฝีมืองานศิลปะให้มีแรงจูงใจสานฝันโลกศิลปะให้เป็นจริงb ผู้ชายวัย ๖๓ ท่านนี้เป็นศิลปินแห่งชาติเมื่ออายุ ๕๓ ปี ถึงวันนี้ได้ใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกามา ๓๗ ปีแล้ว มีบ้านพักอยู่บริเวณย่านเศรษฐีในเมืองเบเวอรี่ฮิลล์ ซึ่งเต็มไปด้วยคฤหาสน์หลังงาม ที่ลอส แอนเจลิส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ไม่ไกลจากแหล่งทัศนียภาพที่สวยงามในบรรยากาศเลียบทะเลที่ลองบีชเลี้ยวขวาขึ้นภูเขาวนกลับมายังย่านถนนซันเซ็ทที่นักท่องเที่ยวเกือบทั่วโลกรู้จัก เบื้องหลังความสำเร็จของศิลปินแห่งชาติคนแรกของเมืองไทยที่ประสบความสำเร็จในต่างแดน มีจุดเริ่มต้นจากความซื่อสัตย์สุจริตในมโนสำนึกของลมหายใจแห่งความดี ทั้งไม่เคยลืมความเป็นคนไทยที่ติดตรึงอยู่ในมโนสำนึกมาโดยตลอด อีกทั้งผู้มีอุปการคุณชาวอเมริกันที่เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตล้วนแล้วแต่เป็นคนดี มีความปรารถนาดี ช่วยวางแผนอนาคตให้กับ ดร.กมล ทัศนาญชลี และครอบครัวจนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและมีเงินทองจับจ่ายใช้สอยตลอดชั่วชีวิต "ศิลปินแห่งสองซีกโลก" ดร.กมล ทัศนาญชลี มีความตระหนักอยู่เสมอว่า "ศิลปะตะวันตกและตะวันออกสามารถนำมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ก่อเกิดเป็นผลงานศิลปะใหม่ๆ ความเป็นตะวันออกมีความสำคัญอันเป็นแก่นและรากเหง้าของชีวิต จึงได้นำเอาความรู้สึกนึกคิดของการเป็นคนไทยเอเชียแฝงลงไปในผลงานศิลปะ งานชุดหนังใหญ่ที่นำเอารูปทรงและสองขากับการเจาะรู หรืองานชุดอาหารที่นำเอาภาชนะไม้แกะสลักของภาคอีสาน ภาคเหนือ ง่ามหนังสติ๊กของภาคต่างๆของประเทศไทย นำรูปทรงของศิลปะพื้นบ้านเข้าไปเป็นเสี้ยวหนึ่งในงานศิลปะ" ผลงานที่แกะสลักไม้ ลูกคิด เป็นสิ่งแทนความคิดพื้นฐานของชาวเอเชียตะวันออก เอาไปผสมผสานกับชีวิตจริงๆ ที่อยู่ในภาคพื้นตะวันตก สร้างความประทับใจให้กับผู้รักงานศิลปะ งานชิ้นสำคัญที่สร้างชื่อเสียงให้กับศิลปินไทยสู่ระดับโลก เป็นงานเกี่ยวกับประเพณีความเชื่อที่พุทธศาสนิกชนไทยรู้จักและเคารพสักการะ คือการนมัสการรอยพระพุทธบาทที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับ กับงานรอยพระพุทธบาทหนังใหญ่ของพระพุทธเจ้า ที่เป็นรากเหง้าจากกระแสธารทางพุทธปรัชญา ตีพิมพ์ในหนังสือ Gardner's 2001 Encyclopedic survey ซึ่งเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ศิลป์ และปัจจุบันผลงานจริงนี้ได้นำมาจัดแสดงที่ห้องผลงานศิลปินแห่งชาติ หออัครศิลปิน ปทุมธานี หลายครั้งที่ ดร.กมล ทัศนาญชลี ไปแสดงผลงานแบบวันแมนโชว์ ที่สหรัฐอเมริกา แล้วอีกมากครั้งเหมือนกันที่ต้องหอบหิ้วผลงานข้ามน้ำข้ามทะเลมาแสดงถึงเมืองไทย ดร.กมลเป็นลูกหลานชาวสวนฝั่งธน เห็นบรรยากาศบ้านสวนสองฝั่งคลองเต็มไปด้วยสวนทุเรียน มะม่วง ชมพู่ มะเฟือง มะไฟ มาตั้งแต่เด็กในวัยเด็ก ๗ ขวบ ได้ติดสอยห้อยตาม คุณตาส่าง สดประเสริฐ (หมื่นช่างชำนาญกิจ) ไปพบเพื่อนศิลปินรุ่นอาวุโสผู้ถ่ายทอดงานเขียน งานปั้น แกะสลักแนวประเพณีไทยมากมาย รวมถึงเพื่อนๆของคุณตาที่เป็นสถาปนิกอยู่ในตระกูลช่างสิบหมู่ "เพื่อนคนหนึ่งของคุณตา ชื่อ ศวง ทิมอุดม เป็นผู้เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดพระแก้ว หนุมานทอดกายให้กองทัพ รวมถึง เหม เวชกร ล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนรักของคุณตาที่มีละแวกบ้านอยู่ในย่านเดียวกันทั้งนั้น เมื่อต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ตามวัดวาอารามต่างๆจะกินนอนอยู่กับวัด ผมจึงได้เรียนรู้วิชาการต่างๆของครูอาจารย์รุ่นอาวุโสเป็นมรดกล้ำค่าติดตัวมาตลอด" ดร.กมลมีพี่น้องทั้งหมด ๖ คน กมลเป็นพี่ชายคนโต คนที่ ๒ ชื่อ กานดา มั่นฤทัย คนที่ ๓ ชื่อ กัลยาณี ธรักษา (เป็นพยาบาลอยู่ที่สหรัฐฯ) คนที่ ๔ กรรณิการ์ อยู่เย็น (บุตรชายทำงานอยู่องค์การนาสา สหรัฐฯ) คนที่ ๕ กรองทิพย์ สมรสกับชาวฟิลิปปินส์ และคนที่ ๖ กนก ทัศนาญชลี เป็นช่างออกแบบเครื่องประดับเงิน ขณะนี้ใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ในวัยศึกษานั้นเมื่อปี ๒๕๐๗ กมลเป็นนักเรียนทุนและจบการศึกษาจากวิทยาลัยเพาะช่าง รุ่นเดียวกับ ดร.ถวัลย์ ดัชนี แม้ทั้งสองจะอายุแตกต่างกัน ๕ ปี แต่ก็เป็นเพื่อนเรียนชั้นเดียวกัน และที่สุดทั้งสองก็ได้กลายเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ดร.กมลเป็นศิลปินอิสระผลิตงานรูปศิลปะไทยจำหน่ายให้ชาวต่างชาติ ที่บางกะปิแกลเลอรี่ในซอยอโศก ทั้งยังตามไปดูงานศิลปะที่สตูดิโอในบ้านพักของกมลย่านสาทร ขณะเดียวกันยังรับสอนงานศิลปะให้กับชาวต่างชาติในเมืองไทยโดยเฉพาะกลุ่มคณะภริยาทูต Mr. & Mrs.Arthur Brin นักสะสมงานศิลปะจากนิวยอร์กมีความชื่นชมผลงานชิ้นหนึ่งของดร.กมลที่ได้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ Bangkok World ต่อมาได้ติดตามมาที่บางกะปิแกลเลอรี่และมายังสตูดิโอส่งข่าวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการงานศิลปะที่นิวยอร์ก ชิคาโก้ จนระยะหลังเขาย้ายมาอยู่แคลิฟอร์เนีย ฝ่ายชายเป็นเจ้าของบริษัททำแพทเทิร์นเสื้อผ้าบริษัทเซีย ผลิตเสื้อแบรนด์เนมระดับโลก อีกทั้งเป็นนักอ่านนักสะสมศิลปะโดยเฉพาะภาพที่เกี่ยวกับนกฮูก ภาพนกฮูกที่ดร.กมลวาดจึงกลายเป็นงานสะสมของสองสามีภริยาคู่นี้ ส่วนฝ่ายหญิงเป็นศิลปินวาดรูป เมื่อ Mr. & Mrs.Arthur Brin ย้ายมาอยู่เมืองเบเวอรี่ฮิลล์ที่แคลิฟอร์เนีย ได้พบเพื่อนใหม่ชื่อ William Alexander ที่เป็นสถาปนิกเป็นลูกศิษย์รุ่นแรกๆ ของ Frank Loylite สถาปนิกชื่อดังระดับโลก เมื่อ William Alexander ได้รับเชิญให้ไปที่บ้าน Mr. & Mrs.Arthur Brin และได้เห็นผลงานของ กมล ทัศนาญชลี ก็ให้ความสนใจเป็นพิเศษพร้อมกับเสนอตัวจะส่งเสริมให้กมลได้ศึกษาด้านศิลปะอย่างเต็มที่ ระหว่างนั้นกมลตัดสินใจเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ควบคู่กับการสอนศิลปะ ปรากฏว่าเรียนได้เพียงเทอมเดียวก็ได้รับการติดต่อจาก Mr. & Mrs.Arthur Brin ว่าได้พบสปอนเซอร์ที่จะส่งให้กมลเรียนด้านศิลปะต่อที่สหรัฐอเมริกา Andrea ลูกศิษย์ของกมลรับอาสาเช็คประวัติบุคคลที่จะอุปการะกมลในสหรัฐอเมริกาให้ จนได้รับคำตอบว่าทั้งสองครอบครัวเป็นคนดีมาก น่าไว้วางใจ กมลจึงตัดสินใจเดินทางออกนอกประเทศเป็นครั้งแรกเมื่ออายุ ๒๕ ปี เพื่อไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ก่อนวันเดินทาง Arthur Brin และ William Alexander เขียนเช็ค ๒,๐๐๐ เหรียญสหรัฐมาให้เพื่อทำวีซ่า ทั้งนี้เพราะหากไม่มีตัวเงินจำนวนหนึ่งจะได้รับการประทับวีซ่าเพียง ๗ วันเท่านั้น "ทั้งสองให้เงินผมติดตัวถือติดตัวไป จึงไม่ใช่เงินของผม ทันทีที่ Mr. & Mrs.Arthur Brin มารับผมที่สนามบิน ผมรีบคืนเงินทันที เขาก็ตกใจและอ่านออกได้ทันทีว่าผมเป็นคนอย่างไร ผมเชื่อว่าเขาประทับใจในความซื่อสัตย์สุจริต" ดร.กมลกล่าว ตลอดระยะเวลา ๖ เดือนของวีซ่า กมลใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริกา ทั้งสองเปิดโรงเรียนสอนศิลปะให้กมลเพื่อจะได้มีรายได้ โดยที่ William Alexander เป็นฝ่ายหาลูกศิษย์ให้มาเรียนจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็ผลิตงานศิลปะขายงานให้ Museum Prize จึงเป็นที่รู้จักมากขึ้น ศิลปินดังของสหรัฐฯก็เคยมาซื้องานของกมล เช่น Bob Hope ในเวลาต่อมาบุคคลสำคัญหลายคนเซ็นรับรองให้กมลใช้ชีวิตและมีกรีนการ์ดได้อยู่ในสหรัฐอเมริกา เมื่อครบกำหนด ๖ เดือน กมลได้ต่อวีซ่าต่ออีก ๖ เดือน ตลอดระยะเวลา ๑ ปี เขายังไม่เคยได้เดินทางไปไหนนอกจากการสอนศิลปะภายในแคลิฟอร์เนีย William Alexander จึงซื้อตั๋วเดินทางแบบ Greyhound bus ๑ เดือน ให้ไปชมผลงานศิลปะตามพิพิธภัณฑ์ศิลปะ เพื่อชมผลงานศิลปินระดับโลกตั้งแต่ยุคแรกจนถึงยุคปัจจุบัน เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานศิลปะ เริ่มจากแคลิฟอร์เนีย ลุยเซียน่า นิวเม็กซิโก นิวยอร์ก ชิคาโก้ ซานฟรานซิสโก ทั้งยังมีโอกาสได้เที่ยวชมน้ำตกแองโกลา ดูวงดนตรีแจ๊ซซ์ที่นิวออร์ลีนส์เที่ยวชมแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ "ตอนที่ผมไปเที่ยวชมบ้านเมืองที่นิวออร์ลีนส์ในช่วงสองยาม มีตำรวจเข้ามาตรวจไอดีการ์ด พาสส์ปอร์ตและตั้งข้อหาพกพาอาวุธ (พกคัทเต้อร์) และพาไปโรงพักมีการสอบสวนกันจนถึงตีสอง ผมก็ยืนยันว่าเป็นศิลปินวาดรูป เอกสารหลักฐานทุกอย่างที่กองตรวจคนเข้าเมือง สามารถโทรศัพท์เข้าไปสอบถามข้อมูลได้ ไม่ได้เป็นคนจรจัด เมื่อสอบถามเข้าไปทางกองตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจก็ได้จดหมายเลขประจำตัวพลเมืองสหรัฐอเมริกาให้กับผมติดตัวไว้จะได้ไม่เป็นปัญหา จากนั้นก็เดินทางต่อไปยังเท็กซัส ยูท่าห์ พร้อมกับการสเก๊ตช์ภาพตลอดเส้นทาง เป็นศิลปินนกขมิ้นเดินทางทั่วสหรัฐอเมริกาตลอดระยะเวลา ๑ เดือนเต็ม เมื่อกลับมายังแคลิฟอร์เนีย กมลมาเรียนต่อปริญญาตรีและปริญญาโทที่ Otis Art Institute of Los Angeles California ซึ่งเป็นสถาบันศิลปะเก่าแก่เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยศิลปากร ระหว่างที่กำลังเรียนต่อด้านศิลปะนั้นก็มีทีมงานเบื้องหลังติดต่อขอเช่างานศิลปะเพื่อเข้าฉากภาพยนตร์หลายเรื่องด้วยกัน กมลได้ผลิตงานศิลปะเข้าประกวดจนได้ทุนมหานคร ๑ ปี มีเงินเดือน งานศิลปะจะนำไปแสดงภายในอาคารราชการเป็นเวลา ๕ ปี หลังจากนั้นนำกลับคืนได้ หรือจะให้ราชการก็ได้ ทางมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแห่งเบิร์กเลย์ ติดต่อให้กมลเป็นอาจารย์สอนศิลปะสากล ทำให้เขาต้องสอนศิลปะข้ามมลรัฐและเดินทางตลอดระยะเวลา ๓ ปี Arthur Brin และ William Alexander ร่วมกันวางแผนชีวิตให้ กมล ทัศนาญชลี ได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายที่เบเวอรี่ฮิลล์ใน West Hollywood ด้วยการซื้อบ้านสองหลังติดกันเป็นทั้งสตูดิโอและอยู่อาศัย คือบ้านเลขที่ ๘๓๘ และ ๘๔๐ บนเนื้อที่ ๕ เอเคอร์ ติดกับถนนเส้นผ่านไปยัง West Hollywood หลังหนึ่งให้ฝรั่งเช่าเพื่อเป็นรายได้ เมื่อกมลขายรูปได้ก็ให้กับ William Alexander เมื่อได้กรีนการ์ด เขาก็โอนบ้านเป็นชื่อของกมล "ผมได้พบคนดีทั้งสองท่าน เพียง ๗ ปีเท่านั้นก็เปลี่ยนชีวิตให้ผมมีบ้านเป็นของตัวเองโดยไม่ต้องเป็นหนี้แบงก์ ผมมองย้อนกลับไปเป็นเพราะผมคืนเงินให้กับเขาสองคน ทำให้เขาไว้วางใจผมโดยตลอด" ดร.กมลกล่าว นับเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยเมื่อดร.กมลได้เป็นศิลปินยอดเยี่ยม ๑ ใน ๑๐ ประจำรัฐแคลิฟอร์เนียทั้ง Southern และ Northern (California Artist of the Year) ที่ได้รับรางวัล Grand Prize และเป็นคนเอเชียเพียงคนเดียว นอกนั้นเป็นฝรั่งทั้งหมด นำผลงานไปแสดงแบบ One Man Show ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะโอ๊คแลนด์เป็นเวลา ๑ เดือนเต็ม พร้อมกับพิมพ์สูจิบัตรให้ เมื่อได้รับรางวัลใหญ่จึงกลายเป็นแม่เหล็กดูดลูกศิษย์แห่เข้ามาเรียนศิลปะเป็นจำนวนมาก ครูมีสิทธิ์คัดเลือกลูกศิษย์ได้ ขณะเดียวกันก็ขายงานศิลปะให้กับนักสะสมภาพศิลปะ อาทิ Vincent Price, Frank Sinatra และ California Palace อีกก้าวหนึ่งของศิลปินไทยร่วมสมัยที่ได้ไปยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่าศิลปินตะวันตกในอเมริกาคือการแสดงผลงานที่พิพิธภัณฑสถานศิลปะแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา เป็นสุดยอดหนึ่งในสิบของอเมริกาและของโลก น้อยครั้งที่จะจัดแสดงนิทรรศการให้แก่ศิลปินที่มีชีวิต นอกจากจะยกย่องให้เกียรติแก่ศิลปินอเมริกาที่มีชื่อเสียงผู้วายชนม์ไปแล้ว เป็นอีกหนึ่งเกียรติประวัติของประเทศไทยที่ได้รับการบันทึกในวงการศิลปะอีกครั้งหนึ่งเมื่อมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดได้เชิญสองศิลปินแห่งชาติ ดร.ถวัลย์ ดัชนี และ ดร.กมล ทัศนาญชลี ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีของนานาชาติแสดงผลงานศิลปะในชื่อเรื่อง Two Vision Dharma Thai Contemporary Art หรือสองมรรคาวิถีในจักษุธรรมทัศน์ ระหว่างวันที่ ๑๕ พ.ย.๒๕๔๙ - ๔ มี.ค. ๒๕๕๐ ด้านชีวิตครอบครัวกมลสมรสกับ นวลศรี สุขใจ เพื่อนรุ่นน้องซึ่งมีบ้านสวนอยู่ใกล้เรือนเคียง เมื่อแรกมาใช้ชีวิตที่สหรัฐอเมริกา ทั้งสองไม่มีพยานรักด้วยกัน กระทั่งชีวิตการงานเริ่มลงตัวในต่างแดน กมลจึงตัดสินใจชักชวนบิดาและมารดา ประเสริฐ-สายหยุด รวมทั้งน้องสาวให้มาใช้ชีวิตร่วมกันที่เบเวอรี่ฮิลล์ ความที่เคยอยู่บ้านสวน ทั้งสองอยากปลูกพืชผักสวนครัว ผลไม้บนที่ดินกว้างๆ เมื่อปรึกษากับผู้มีบุญคุณทั้งสองก็ได้รับคำตอบว่าควรซื้อที่ดินปลูกบ้านอีกแปลงหนึ่งบนเนื้อที่ ๓ งานที่ Southern California สามารถปลูกพืชผักสวนครัวเหลือกินสามารถจำหน่ายเป็นรายได้ ระหว่างนั้นเมื่อมีรายได้จากการเขียนรูปก็รับผิดชอบส่งไปให้ William Alexander เช่นเดิม ด้วยความกตัญญูรู้คุณ ดร.กมลประสบความสำเร็จในชีวิตมีชื่อเสียงก็มีความตั้งใจจะส่งเสริมศิลปินไทยระดับครูบาอาจารย์ให้ก้าวสู่โลกกว้างในต่างแดน จึงได้เชิญ อาจารย์เฉลิม นาคีรักษ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ มาเขียนรูปและแสดงงานเป็นเวลา ๖ เดือน นอกจากนี้ยังมี อาจารย์อารีย์ สุทธิพันธ์ อาจารย์ประเทือง เอมเจริญ อาจารย์สวัสดิ์ ตันติสุข ศิลปินแห่งชาติ อาจารย์ดำรง วงศ์อุปราช ศิลปินแห่งชาติ และยังมีศิลปินเป็นร้อยคนได้มาแสดงงานแล้ว ดร.กมลเป็นกำลังสำคัญที่นำผลงานศิลปะร่วมสมัยของศิลปินไทยจำนวน ๗๐ ชิ้น ได้นำมาแสดงที่พิพิธภัณฑ์แปซิฟิกเอเชีย เมืองพาซาดินา และยังนำไปจัดแสดงที่ MM Gallery Texas Gallery และยังไปจัดแสดงที่ศาลาไทย วอชิงตัน ดี.ซี. ในศิลปินจำนวนนั้นมี อาจารย์ดำรง วงศ์อุปราช และ อาจารย์ปกิต (จิต) บัวบุศย์ ในปีนี้ดร.กมลเดินทางกลับมาเมืองไทยอีกครั้งหนึ่งเพื่อปฏิบัติภารกิจ เมื่อสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) หออัครศิลปิน จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการค่ายเยาวชนสร้างสรรค์งานศิลป์กับศิลปินแห่งชาติ รุ่นที่ ๔ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านไป ที่หออัครศิลปิน ต.คลองห้า จ.ปทุมธานี เพื่อเป็นการถ่ายทอดความรู้ของศิลปินแห่งชาติให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ เน้นที่การถ่ายทอดความรู้ทางด้านจิตรกรรมและพัฒนาต่อยอดทักษะให้กับเยาวชนในระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ มีเยาวชนสนใจเข้าร่วมโครงการ ๖๐ คน จาก ๓๐ สถาบัน ทั้งยังมีอาจารย์ศิลปะจากสถาบันการศึกษาต่างๆที่สนใจเข้าร่วมรับการฝึกอบรมในครั้งนี้ด้วย เป็นการเปิดโอกาสให้อาจารย์ได้ใกล้ชิดและเรียนรู้วิธีสร้างสรรค์งานของศิลปินแห่งชาติอันเป็นแรงบันดาลใจในการถ่ายทอดความรู้ให้กับนักศึกษาด้วย กิจกรรมของโครงการภาคทฤษฎี ได้เชิญศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ศาสตาจารย์เกียรติคุณ ประหยัด พงษ์ดำ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพพิมพ์) ประจำปี ๒๕๔๑ กมล ทัศนาญชลี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ประจำปี ๒๕๔๐ ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ประจำปี ๒๕๔๔ เกียรติศักดิ์ ชานนนารถ นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน ศิลปินแห่งชาติล่าสุดประจำปี ๒๕๔๙ มาเป็นวิทยากร ทั้งนี้ มี ศาสตราจารย์เดชา วราชุน รองศาสตราจารย์ พีระพงษ์ กุลพิศาล สมาน สรรพศรี ดอยธิเบศร์ ดัชนี ผู้เชี่ยวชาญในงานทัศนศิลป์ ร่วมเป็นวิทยากรประจำกลุ่มในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ทั้งนี้ในภาคปฏิบัติ ผู้เข้าฝึกอบรมจะได้เขียนภาพผลงานเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ในปีนี้มีเยาวชนที่ได้รับการคัดเลือกให้เดินทางไปเพื่อศึกษางานศิลปะที่สหรัฐอเมริกาจำนวน ๙ คน เป็นเวลา ๓ สัปดาห์ เพื่อสร้างแรงจูงใจและถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ในการสร้างอนาคตเป็นศิลปินในวันข้างหน้า ในเวลาส่วนตัวนั้นดร.กมลชอบสะสมปากกาหมึกซึมจำนวนกว่า ๒,๐๐๐ ด้าม ล้วนแล้วแต่เป็นปากกายี่ห้อดัง เช่น มองต์บลังต์ เชฟเฟอร์ ปาร์กเกอร์ ปากกาด้ามแรกคือยี่ห้อวอเตอร์แมน ซื้อที่นิวยอร์ก ส่วนใหญ่จะซื้อจากตลาดแอนทิค "ผมเชื่อมและอ๊อกปากกาได้ ผมอยากทำอะไรให้ความสุขตัวเอง ระหว่างที่วาดรูปเพื่อรอสีแห้ง บางครั้งต้องรอเป็นวันๆ นำปากกาที่ไม่สมบูรณ์มาซ่อมบอดี้ใหม่ให้ใช้งานได้ดี งานอดิเรกอีกอย่างหนึ่งคือการสะสมกล้องถ่ายรูปยี่ห้อไลก้า ครั้งหนึ่งเคยได้กล้องไลก้าเป็นรุ่นเดียวกับที่พระเจ้าอยู่หัวทรงพระเยาว์ทรงใช้ดังในภาพพระบรมฉายาลักษณ์ ผมจึงได้มอบให้ รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิง คุณหญิงอัมพร สุคนธมาน ครั้งที่เดินทางมาสหรัฐอเมริกา เพื่อนำไปถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดร.กมล ทัศนาญชลี ศิลปินผมยาวทรงบ๊อบ มีรอยยิ้มเปื้อนหน้าอยู่เสมอ สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำ กางเกงสีเข้มเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว คำพูดสุภาพเรียบร้อยด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน พร้อมที่จะทำภารกิจข้ามชาติ ถ่ายทอดความรู้เคล็ดลับทางศิลปะให้เยาวชนไทยรุ่นใหม่ได้สานความฝันเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยโดยมิรู้เหน็ดเหนื่อย โดยมีนวลศรี คู่ชีวิตพร้อมเสียสละอยู่เคียงข้างตลอดเส้นทาง อ้างอิงจาก: http://www.sakulthai.com/ |
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|




















( หญิง) โลกใบนี้มากมีสีสัน สวยสดงดงาม ดอกไม้บานกลางใจ โอ้แม่นวลศรีเรือน เพื่อนคู่ใจกาย ดูแลห่วงใยอาหารและหยูกยา
แล้ววันหนึ่ง..ก็มีหนังสือเชิญมาจาก Thai Art Council USA ลงนามในหนังสือเชิญโดยท่านอาจารย์ดร.กมล ทัศนาญชลี ให้อาจารย์เพาะช่าง 4 คน เดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อไปทำ Art Workshop และเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะ หนึ่งในสี่คณาจารย์นั้นมีชื่อผมอยู่ด้วย.. ต้นเดือนมีนาคม 2551 คือเวลาที่เหมาะสมที่ต้องเหิรเวหาลัดฟ้าสู่อเมริกา
5.. 












