| ดูโลส เรือแห่งประวัติศาสตร์ |
|
|
|
| เขียนโดย ดีฆอลาฆู | |
| Sunday, 06 September 2009 | |
|
ดูโลส เรือแห่งประวัติศาสตร์ ![]()
ผมได้ข่าวของเรือ ดูโลส (DOULOS) ร้านหนังสือลอยน้ำ ใหญ่ที่สุดในโลก กลับมาเยือนกรุงเทพฯ อีกครั้ง โดยเข้าเทียบท่าเรือคลองเตยมาหลายวันแล้ว ครั้งแรกที่ผมเยือนเรือเมื่อปี 2530 ในห้วงเวลา20ปีที่ผ่านมาดูโลสมาเยือนเมืองไทยอีก 4 ครั้ง คือปี 2544 ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2549 สามปีที่แล้ว ครั้งล่าสุดเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี
เรือลำนี้ได้สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2457 มีอายุน้อยกว่าเรือไททานิค 2 ปี (หนังรางวัลออสการ์ ตำนานรักของโรสและแจ็ค จากภาพยนตร์เื่รื่่ืองไททานิค หวังว่าหลายคนคงรู้จักนะครับ)
ปีนี้ ดูโลส เรือแห่งประวัติศาสตร์ ได้เทียบท่าเรือของประเทศไทยตั้งแต่วันที่วันที่ 30 กรกฏาคม - 23 สิงหาคม 2552 ที่ท่าเทียบเรือ 1 ท่าเรือคลองเตย ในวันอังคารเสาร์ เปิดให้ชมตั้งแต่เวลา 10.00 น. 21.00 น. และ วันอาทิตย์ จันทร์ เวลา 14.00 น. -21.00 น. เยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี เข้าชมฟรี ผู้ใหญ่เสียค่าเข้าชมคนละ 10 บาท ศูนย์ข้อมูลเรือดูโลส โทร. 089-987-3621 ดีฆอลาฆู |
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|





















เรือดูโลสเดินทางไปทั่วโลก เมื่อเข้าจอดเทียบท่าแล้วบรรดาลูกเรืออาสาสมัครก็ลงไปทำกิจกรรมร่วมกับเยาวชนในประเทศนั้นๆ ผมดูภาพถ่ายแล้วรู้สึกว่าเหมือนการออกค่ายพัฒนาชนบทของนักศึกษามหาวิทยาลัย มีการทำกิจกรรมกับโรงเรียน กิจกรรมกับคนในชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ มีการซ่อมแซมสิ่งที่สึกหรอ และสร้างใหม่ให้ กิจกรรมที่มุ่งหวังพัฒนาคนในท้องถิ่นนั้นให้มีความสุขและมีชีวิตที่ดีกว่า มีการนำของไปบริจาคให้กับโบสถ์และโรงเรียนด้วย
รายละเอียดทางเทคนิคของเรือดูโลส บอกไว้ว่า ความยาวของเรือ 130 เมตร มีน้ำหนัก 6,800 ตัน ลูกเรือประจำการ 330 คน จากประเทศต่างๆ 50 ประเทศทั่วโลก ในจำนวนนั้นมีคนไทยอยู่ด้วย 2 คน คือคุณสิริวรรณ นาจีน ชื่อเล่นว่า ตาม สาวไทยวัย 25 และคุณพิชัย โอภาสเกียรติคุณ ชื่อเล่นว่า แมกซ์ หนุ่มไทยวัย 21 ปี 

เพราะเรือลำนี้มีภารกิจหลักคือมิชันนารี คือเผยแพร่ศาสนาคริสต์ด้วย ภายใต้สโลแกน bringing knowledge, help and hope
ที่เป็นอย่างนี้อาจจะเป็นเพราะว่าไม่มีความคิดหรือไม่เห็นความสำคัญกับการเดินทางท่องโลก มีพันธนาการของชีวิตจากภารกิจหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบทำให้ไม่สามารถที่จะปลีกตัวไปได้ หรืออาจจะมีความเป็นห่วงเป็นใยลูกๆหลานๆ อาจจะห่วงสมบัติพัสถานที่หามาสะสมไว้... บางคนเลือกใช้ชีวิตอยู่กับบ้านเกิดจนแก่เฒ่า ไม่ออกเดินทางไปไหน.. หรือบางคนอาจจะมีความคิดอยากออกเดินทาง แต่ชีวิตช่างโชคร้ายเพราะฐานะทางการเงินหรือสภาพแวดล้อมวิถีที่ชีวิตดำรงอยู่ด้านต่างๆไม่เอื้ออำนวยให้ทำอะไรได้มากนักหรืออาจจะทำไม่ได้เลยก็มี..

เราเดินทางมาจากโลกอื่นผ่านมาทางโลกนี้ จึงแวะอาศัยเรือนกายของเราเป็นที่สิงสถิตของจิตหรือวิญญาณเพื่อให้สามารถทำกิจกรรมต่างๆได้และให้จิตของเราได้อาศัยร่างกายนี้ทำความดีเพื่อชำระบาป และสามารถสร้างความดีเพื่อความปิติแห่งวิญญาณ เป็นบุญพาหนะในการเดินทางนำพาเราไปยังภพอื่น 





























