   ผลงานภาพเขียนที่ผมนำมาลงในเว็บไซต์ดีฆอลาฆูนี้ เป็นเพียงผลงานบางส่วนที่ได้เขียนขึ้น บางชิ้นทำขึ้นมานานแล้ว บางชิ้นก็เพิ่งเขียนขี้นมาเมื่อไม่นานนี้เอง ผลงานบางชิ้นเป็นภาพ Sketch
เมื่อเวลาผ่านไปก็มานึกเสียดายที่ภาพหลายภาพไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้ และภาพต้นฉบับส่วนส่วนหนึ่งตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ที่เห็นคุณค่าในผลงานของผม..ขายไป, มอบให้เป็นของขวัญ ,ของที่ระลึก หรือตอบแทนน้ำใจกันก็มี..
เวลาผ่านไป ชีวิตผมนี้จะเหลืออะไรไว้เป็นอนุสรณ์บ้าง...
ผมสนใจศิลปะมาตั้งแต่เล็ก จึงเลือกเรียนทางสายนี้ และสนใจศิลปะไทยเป็นพิเศษ จึงเลือกเรียนในสาขาศิลปไทยของคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ภาพที่เขียนส่วนใหญ่จึงมีลักษณะแบบ Thai Style รูปแบบไทยๆ หรืออาจจะเรียกแนวผลงานของผมเป็นภาษาไทยก็ได้ว่า "ศิลปะไทยแนวประเพณีกึ่งสร้างสรรค์ "
หลังจากเรียนจบแล้ว(ปริญาตรี และปริญญาโทในสาขาเดียวกัน) ผมก็ทำงานศิลปะอย่างเงียบๆ ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ทางศิลปะแก่เยาวชนคนรุ่นหลัง..และผู้สนใจทั่วไป ในฐานะคุณครูผู้สอนศิลปะไปด้วย...
ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา ผมเริ่มก้าวเข้าสู่การสร้างสรรค์แบบนามธรรมมากขึ้น สนุกกับการนำทัศนธาตุ (เส้น สี น้ำหนัก รูปร่าง รูปทรง พื้นผิว)มาใช้ในการสร้างสรรค์ หยิบเอาสาระบางอย่างในงานจิตรกรรมไทยประเพณีมาประยุกต์ ทำให้ผลงานออกไปในทางศิลปะไทยร่วมสมัย..อันเป็นผลสืบเนื่องจากการเดินทางของชีวิต ทำให้ผมได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ เกิดแนวความคิดใหม่ๆเข้ามา
เป็นการวิวัฒนาการของการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมไทยในแนวทางใหม่ของตนเองที่ก้าวไปพร้อมๆกับความความเปลี่ยนแปลง และวิวัฒนาการด้านต่างๆ ที่อยู่รอบตัวของผม การแสดงออกของงานจิตรกรรมร่วมสมัยของผมนั้นส่วนหนึ่ง ได้รับอิทธิพลจากความเคลื่อนไหวของศิลปะซึ่งเป็นสากลในปัจจุบัน ผนวกกับแนวความคิดที่เป็นอิสระของตนเอง โดยอาศัยเค้าโครงของรูปแบบและแนวคิดในงานจิตรกรรมไทยแบบประเพณี มาประยุกต์ สร้างสรรค์ในแนวทางหรือรูปแบบใหม่ ทดลองค้นคว้าหาเทคนิควิธีการ รูปแบบ เนื้อหาที่เหมาะสมกับแนวความคิดของผมเอง... แต่ก็ยังคงสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมไทยประเพณีควบคู่กันไปด้วย
การเล่นดนตรี เขียนกวีใส่ทำนองและร้องเพลงเป็นตัวเสริมเติมเต็มให้ชีวิตของผมมีความสมบูรณ์มากขึ้น ทั้งการเขียนภาพ เล่นดนตรี และ เขียนกวีใส่ทำทอง สามสิ่งนี้ในมุมมองของผมเป็นศาสตร์อันเดียวกัน ที่สามารถทำร่วมกันได้ มันเชื่อมโยงคาบเกี่ยวและทับซ้อนถึงกันและกันอย่างลึกซึ้งแยบยล มีพลังอานุภาพต่อวิถีชีวิตของผมเป็นอย่างยิ่ง...
ในห้วงความคิดจินตนาการของผมยังมีภาพเขียนอีกหลายภาพที่ผมมองเห็นอยู่คนเดียว ยังไม่ได้เขียนออกมาเป็นรูปธรรม บทเพลงอีกหลายๆบทเพลงที่ผมได้ยินอยู่เพียงคนเดียว ยังไม่ได้กระทำให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม แต่ทุกอย่างที่ผมคิด กำลังถูกสร้างสรรค์ให้บังเกิดปรากฏตัวทีละภาพๆ ทีละบทเพลงๆ โดยผมเองเป็นผู้ลงมือรังสรรค์อยู่เรื่อยๆอย่างสม่ำเสมอ ทุกเมื่อ ทุกวี่ทุกวัน เท่าที่ปัจจัยแวดล้อมจะเอื้ออำนวย
ณ เวลานี้ ผมจะพยายามให้ตัวเองลืมเสียสนิทเลยครับว่า "โลกวันนี้หมุนไปข้างหน้ารวดเร็วเพียงไหน ความเป็นไปของวิถีโลกเป็นอย่างไร
" เพราะผมรู้สึกเหนื่อยที่จะวิ่งตาม
ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น คือคำพูดที่เรียกได้ว่าเป็น อมตะวาจา ของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร) ยังคงดังกึกก้องกังวานอยู่ในห้วงลึกๆแห่งมโนสำนึกของผมอยู่ตลอดเวลา
ยามใดที่ผมได้นั่งอยู่หน้าเฟรมแล้วเขียนรูปตามใจฝัน ยามใดที่ผมได้ขีดเขียนเรียบเรียงตัวอักษร ยามใดที่ผมคิดประดิษฐ์ประสมประสานเสียงและขับขานบทเพลงบรรเลงดนตรีที่กลั่นกรองออกมาจากความพิสุทธิ์ของห้วงอารมณ์... ณ ห้วงเวลานั้น ผมได้ค้นพบความความจริงที่ลงตัวอย่างงดงามและสมบูรณ์สำหรับชีวิตของผมเป็นอย่างยิ่ง..เพราะผมได้ท่องเที่ยวไปในโลกแห่งศิลปะที่งดงามมีคุณค่า มีความหมาย และให้ความปีติเปี่ยมสุขสม อิ่มเอิบอภิรมย์ยิ่งกว่าสิ่งใดๆในโลกนี้ ที่ทุกๆคนใฝ่ฝันแสวงหาด้วยความปรารถนาและช่วงชิง เพื่อครอบครอง
โลกของผม... โลกแห่งความฝันและจินตนาการที่ไม่มีที่สิ้นสุด
*********************************************
ดีฆอลาฆู
15 กันยายน 2550
|
|
นิทรรศการจิตรกรรมไทย "ทศวรรษที่ 2 จิตรกรรมบัวหลวง"(เฉพาะผู้เคยได้รางวัล)
ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ผ่านฟ้า กรุงเทพฯ
12 กุมภาพันธ์ 2553 ถึง 10 พฤษภาคม 2553
 (ผลงานจิตรกรรม 2 ชิ้นนี้ของผม ร่วมแสดงอยู่ด้วยครับ (คลิกที่รูปดูภาพขนาดใหญ่) 
.............................................................................. |
********************************************* 

คลิกเข้าชมผลงานภาพถ่าย 
กล้องถ่ายรูปของผมคือตัวเร้าที่ทำให้ผมมีความรู้สึกว่าอยากออกเดินทางทั้งใกล้และไกล เพื่อบันทึกทุกสิ่งทุกอย่างที่ประทับใจมาให้ใครๆได้ชื่นชม ได้เห็นอย่างที่ผมเห็น บอกความในใจของผมให้ทุกคนได้ทราบว่าผมคิดอะไรผ่านทางภาพที่ผมถ่าย...
การถ่ายภาพสร้างความปีติสุขให้กับจิตใจ เป็นสิ่งหนึ่งที่เข้ามาเติมเต็มและทดแทนในสิ่งที่ชีวิตของผมขาดหาย
ในแต่ละครั้งที่ผมมีโอกาสออกไปถ่ายภาพ ผมรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่ธรรมดา มีความหมายขึ้นมาอย่างเป็นพิเศษ เพราะผมสามารถหยุดมิติแห่งกาลเวลาได้
เสียงลั่นชัตเตอร์มีความไพเราะและมีเสน่ห์สำหรับผมอยู่เสมอ
การถ่ายภาพ ส่งผลให้ทัศนะในการมองโลกของผมมีความละเอียดลออมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น
การถ่ายภาพทำให้ผมรู้จักคำว่า รอคอย อย่างลึกซึ้ง..รอคอยหาจังหวะเพื่อลั่นชัตเตอร์บันทึกภาพ
ในทุกๆครั้งที่ผมกดชัตเตอร์ จะมีความหวังเกิดขึ้นในใจของผมเสมอ หวังว่าสิ่งที่ผมเห็นและประทับใจอยู่นั้น ผมสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นภาพถ่ายอันงดงาม.. สามารถนำออกมาอวดสายตาแก่ชาวโลกได้
และท้ายที่สุดแล้ว...การถ่ายภาพก็ทำให้ผมรู้จักรสชาติของความผิดหวัง.. การถ่ายภาพสอนให้ผมเรียนรู้ว่าความสำเร็จไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาอย่างง่ายดาย.. โลกนี้ไม่มีอะไรเป็นไปได้ดั่งใจของเราทุกอย่าง ความพยายามต่อไปยังคงมีความหมายและเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อชีวิตของผมอยู่เสมอ
คลิกเข้าชมผลงานภาพถ่าย 
ดีฆอลาฆู
เมษายน 2552
|